การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนสถานการณ์และกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนพืชกระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (หน่วยงานภาครัฐ)

เมื่อวันที่ : 24 ม.ค. 2569 21:56
หน่วยงาน : สถาบันสำรวจและควบคุมพืชเสพติด
143 ครั้ง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569 
นายศิริสุข ยืนหาญ รองเลขาธิการ ป.ป.ส.  (รปส.1)  
เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนสถานการณ์และกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนพืชกระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจ 
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  ณ โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร 
ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้

1. ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 60 ท่าน จาก 7 กระทรวง 29 หน่วยงาน 
อาทิเช่น กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมการแพทย์ 
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สำนักงาน อย. องค์การเภสัชกรรม สถาบันอาหาร 
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) 
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กรมวิทยาศาสตร์บริการ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ  Central Lab  IQSแม่โจ้ 
กรมการค้าต่างประเทศ กรมศุลกากร  และสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ เป็นต้น

​2. วัตถุประสงค์หลักของการประชุม
    เพื่อสร้าง “เอกภาพทางข้อมูลและจุดยืน” ของภาครัฐให้ชัดเจน ผ่านกระบวนการระดมสมอง  6  ขั้นตอน 
เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเวทีหารือกับภาคเอกชนในลำดับต่อไป

3. การมอบนโยบาย
    รปส.1  ได้เน้นย้ำให้  29  หน่วยงานที่เข้าร่วม ยึดถือเจตนารมณ์สำคัญของ พระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. 2565 
และภารกิจตาม มาตรา 9 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดให้ สำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันขับเคลื่อนใน 3 มิติ 
คือ (1) การส่งเสริมเศรษฐกิจและวิถีชุมชน  (2) การส่งเสริมวิจัยและนวัตกรรม และ  (3) การสร้างองค์ความรู้แก่ประชาชน 
โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานยึดถือมาตรา 9 เป็นกรอบปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม

4. ทบทวนสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ปี 2568
    ภาพรวมปี 2568 ประเทศไทยสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกพืชกระท่อมได้สูงถึง 942 ล้านบาท (ปริมาณ 2,583.5 ตัน) 
โดยมีมูลค่าสะสมตั้งแต่ปลดล็อกจนถึงปัจจุบันกว่า 948.9 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 
สะท้อนถึงอุปสงค์ (Demand) ในตลาดโลกที่แข็งแกร่ง โดยมีการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา อินเดีย และเนเธอร์แลนด์ 
ปัจจุบันมีผู้ได้รับใบอนุญาตส่งออกจำนวน 21 ราย

5. กระบวนการระดมสมอง ใช้รูปแบบ "6 ชวน" 
(ชวนระบุปัญหา > ชวน SWOT > ชวนโหวตโจทย์หิน >ชวนหาแนวทางออก  > ชวนจ่ายตลาดความคิด > ชวนสรุปผล) 
เพื่อสร้างจุดยืนร่วมกันของภาครัฐ

6. ข้อสรุปจุดยืนร่วมกัน
    จากการวิเคราะห์ปัญหาและแนวทางแก้ไขทั้งหมด ทุกภาคส่วนมีฉันทามติร่วมกันใน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
​     (1) ยืนยันให้มี "เจ้าภาพหลัก" และ "แผนบูรณาการระดับชาติ"
          (1.1) ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่ถาวร (สำนักงาน ป.ป.ส. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทีาเกี่ยวข้อง)
          (1.2) ต้องยกระดับแผนงานให้เป็น แผนบูรณาการระดับชาติ ที่มีนโยบายต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย 
                   เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและเกษตรกร

     (2) ยืนยันการใช้ "มาตรฐานสากล" นำการผลิต
           (2.1) เลิกทำการเกษตรแบบเดิม แต่เน้นทำน้อยได้มากด้วยมาตรฐาน
           (2.2) พื้นที่ปลูก ต้องได้ GAP/GACP และจุดรับซื้อ/โรงงานต้องได้ GMP /กำหนดมาตรฐานสเปก และราคากลางในการซื้อขายผลผลิต
           (2.3) พัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่อยู่บนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ มาตรฐานสากล และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
           (2.4) ห้องแล็บต้องได้ ISO 17025 เพื่อรับรองความปลอดภัยและสารสำคัญสำหรับการส่งออก

     (3) ยืนยันการสร้าง "ระบบข้อมูลกลาง" (Single Data Platform)
           (3.1) ยุติการทำงานแบบต่างคนต่างเก็บข้อมูล
           (3.2) ต้องสร้าง "Hub Kratom" ที่เป็นฐานข้อมูลเดียวของประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลผู้ปลูก (Supply), ผู้ซื้อ (Demand), และผลงานวิจัย 
                    เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเข้าถึงได้จริง รวมถึงการให้องค์ความรู้ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

     (4) ยืนยันการ "แก้กฎหมาย" เพื่อปลดล็อกอุปสรรคทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย" 
          (4.1) แก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าขายจริง โดยเฉพาะเรื่อง พิกัดศุลกากร และการส่งออก สินค้าตัวอย่าง ที่มีปริมาณน้อย
          (4.2) ต้องมีระเบียบที่รองรับทั้งวัตถุดิบและสารสกัดที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ

7. ข้อคิดช่วงปิดโดย รปส.1
    รปส.1  ได้ให้ข้อคิดในจุดยืนที่วงประชุมได้สะท้อนเกี่ยวกับ  "นโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง ไม่ชัดเจน มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย"  ว่า
ขอให้ 29 หน่วยงานที่เข้าร่วม ยึดถือภารกิจตาม มาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.พืชกระท่อม พ.ศ. 2565 เป็นหลักในการทำงานร่วมกัน 3 ด้าน 
(เศรษฐกิจ/วิจัย/องค์ความรู้) เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริง เพราะนี่คือกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ
และมีความสอดคล้องกับยุทธชาติที่มุ่งเน้นการควบคุมและใช้ประโยชน์ในทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และเศรษฐกิจ 
จึงขอให้อย่ากังวลหากปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว และผลจากการประชุมในครั้งนี้  
สำนักงาน ป.ป.ส. น้อมรับความเห็นทั้งหมดไปขับเคลื่อนร่วมกับทุกท่านในลำดับถัดไป

​8. การดำเนินการต่อไป
     สพส. จะสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 
และร่วมกับผู้ประกอบการภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปี 2569

YouTube Instagram search download
Q&A FAQ